สำหรับมืออาชีพของ PADI หลาย ๆ คน การดำน้ำได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตพวกเขาตั้งแต่ตอนที่อายุถึงเกณฑ์ที่จะได้รับใบประกาศนียบัตร สำหรับคนอื่น ๆ มันเริ่มต้นจากการเป็นกิจกรรมที่ใช้เชื่อมความสัมพันธ์กับเพื่อนหรือคนในครอบครัว ก่อนจะกลายเป็นความหลงใหลในชีวิตอย่างรวดเร็วในเวลาต่อมา

ไม่ว่าจุดเริ่มต้นจะเป็นอย่างไร แต่เมื่อใจมันรักการดำน้ำเข้าให้แล้ว ทุกคนต่างก็มีคำถามเดียวกันว่า: จะเปลี่ยนความหลงใหลในการดำน้ำให้กลายเป็นอาชีพได้อย่างไร คำตอบนั้นอยู่ในเส้นทางสายอาชีพอันหลากหลายที่คุณสามารถเลือกเดินได้ในฐานะมืออาชีพของ PADI

การเป็นมืออาชีพด้านการดำน้ำนั้นมีอะไรที่มากกว่าแค่การสอนหลักสูตรต่าง ๆ หรือการนำดำน้ำ และเพื่อที่จะค้นหาว่าความหมายที่แท้จริงของมันคืออะไร เราได้พูดคุยกับมืออาชีพของ PADI ห้าท่านเกี่ยวกับเส้นทางที่การดำน้ำได้พาพวกเขาไปค้นพบ


ทิม ลอว์เรนซ์ ดำน้ำสำรวจเรือลากจูงโรซีในมอลตา ระหว่างการฝึกซ้อมดำน้ำเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเรือรบเอชเอ็มเอส รัสเซล | เครดิต: มิกโก ปาซี
ทิม ลอว์เรนซ์ (Tim Lawrence) ขณะดำน้ำที่เรือลากจูงโรซี’ (Rozi) ในประเทศมอลตา ระหว่างการดำน้ำเพื่อฝึกเพื่อลงไปสำรวจเรือ HMS Russell | เครดิตภาพ: มิกโก้ ปาซี (Mikko Paasi)

ทิม ลอว์เรนซ์ (Tim Lawrence)

นักดำน้ำ Technical Diver ผู้หลงใหล นักล่าซากเรือและเจ้าของร้านดำน้ำ

หลังจากได้รับใบประกาศนียบัตรที่ดอร์เซต (Dorset) ในปี 1994 ตามคำแนะนำของลุง เบอร์นาร์ด อีตัน (Burnard Eaton) ผู้ร่วมก่อตั้งนิตยสาร Diver เส้นทางของทิม ลอว์เรนซ์ ก็ถูกกำหนดไว้ชัดเจน เขาย้อนความจำว่าตั้งแต่วันแรกที่เริ่มเลยคือ “ความตั้งใจของผมตั้งแต่แรกเริ่มเลยก็คือการยึดการดำน้ำเป็นอาชีพ”

เขาเริ่มงานดำน้ำครั้งแรกที่ร้าน Sid’s ในเกาะสมุย โดยทำงานกับ Cesar Bennelli หลังจากนั้นไม่นาน ลอว์เรนซ์เริ่มสนใจการดำน้ำ Tec Diving ขณะทำงานที่หมู่เกาะโซโลมอน ในปี 1995 เขาเล่าถึงการผจญภัยในช่วงแรก ๆ ที่ดึงดูดเขาเข้าสู่วงการนี้ว่า “ผมจำภาพนั้นได้ติดตาเลยครับ มันคือภาพของมีดปังตอที่ปักคาอยู่บนโต๊ะอาหารในห้องอาหารรวม ที่ระดับความลึก 67 เมตร (220 ฟุต) บนซากเรือรบสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ชื่อว่า Aaron Ward ในหัวของผมจินตนาการไปถึงการแสดงออกครั้งสุดท้ายอย่างไม่ยอมแพ้ของพ่อครัวประจำเรือ ก่อนที่เขาจะจำใจทิ้งหน้าที่เพื่อสละเรือลำนั้น ภาพวินาทีนั้นถูกหยุดสตัฟฟ์เอาไว้ และนั่นแหละครับที่ทำให้ผมหลงเสน่ห์มันเข้าอย่างจัง!”

นับตั้งแต่การผจญภัยครั้งแรกนั้น ลอว์เรนซ์ก็นำทีมสำรวจเพื่อตามหาเรือที่หายสาบสูญใต้ทะเลอยู่เป็นประจำ เขาอธิบายว่า “ซากเรือทุกลำมีเรื่องราวที่จะเล่าขาน ไม่ว่าจะเป็นความผิดพลาดของมนุษย์ สภาพอากาศหรือสงคราม ลำดับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เปลี่ยนการเดินทางอันแสนธรรมดาให้กลายเป็นประสบการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตได้ในชั่วพริบตา การได้ค้นพบเรื่องราวเหล่านี้และเขียนเกี่ยวกับพวกมันได้กลายเป็นความหลงใหลของผม ซึ่งขับเคลื่อนด้วยความต้องการที่จะเติมเต็มช่องว่างในความเข้าใจที่ผมมีต่อท้องทะเล แม้ผมจะหลงใหลในประวัติศาสตร์การค้าของภูมิภาคนี้ แต่ปัจจุบันผมกำลังมีส่วนร่วมในโปรเจกต์ที่ช่วยส่องแสง (เปิดเผยเรื่องราว) ให้กับสมรภูมิสงครามที่เกือบจะถูกลืมไปแล้ว นั่นคืออ่าวไทย (The Sea of Siam) แง่มุมของความเป็นมนุษย์จากทั้งสองฝ่ายทำให้ผมตระหนักและเข้าใจถึงความบ้าคลั่งของสงครามได้อย่างลึกซึ้ง”

สำหรับประสบการณ์การดำน้ำที่แปลกใหม่ที่สุดของเขาจนถึงปัจจุบัน ลอว์เรนซ์ลำบากใจที่จะเลือกเพียงเหตุการณ์เดียว แต่เขาเล่าว่า “ผมโชคดีที่มีประสบการณ์ดำน้ำที่ไม่เหมือนใครหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการค้นพบซากเรือโรมันในช่องแคบยิบรอลตาร์ การค้นหาซากเรือจากสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ในเอเชีย และการระบุเอกลักษณ์ของซากเรือที่เคยเข้าใจผิดกันมาก่อนให้ถูกต้อง ประสบการณ์ทั้งหมดนี้มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน และในขณะเดียวกันก็เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว นั่นคือการเดินทางและผู้คนที่ผมโชคดีได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์นั้นด้วย”

ส่วนชีวิตอีกด้านหนึ่งหากไม่ได้ดำน้ำล่ะ ลอว์เรนซ์บอกว่าเขานึกภาพไม่ออกเลย “ถ้าผมไม่ได้เริ่มดำน้ำ ผมก็อยากจะเชื่อว่าตัวเองคงยังเลือกทำอาชีพอื่นที่เกี่ยวกับมหาสมุทรอยู่ดี ดังคำกล่าวของ ฌัก กุสโต ที่ว่า ‘ท้องทะเล เมื่อมันได้ร่ายมนตร์สะกดใส่ใครแล้ว มันจะพันธนาการคนผู้นั้นไว้ในความมหัศจรรย์ของมันตลอดกาล’ สำหรับลอว์เรนซ์ การดำน้ำคือทุกสิ่งและเป็นสิ่งที่ไม่มีอะไรมาทดแทนได้ เขากล่าวต่อว่า “ความสามารถในการเดินทาง การสำรวจและการค้นพบ คือของขวัญที่ผมได้รับจากความหลงใหลในการดำน้ำ และอิสระในการได้ทำตามความหลงใหลนี้เอง ที่ทำให้ผมไม่เคยต้องลำบากใจในการลุกจากที่นอนในตอนเช้าเลยสักครั้ง”


อาห์เหม็ดกำลังสำรวจแนวปะการังในอุทยานแห่งชาติราสโมฮัมเหม็ด | ภาพถ่ายโดย: โครงการทะเลแดง
อาเหม็ด ฟูอาด (Ahmed Fouad) ขณะกำลังสำรวจแนวปะการังในอุทยานแห่งชาติราส โมฮัมเหม็ด (Ras Mohammed National Park) |
ภาพโดย: โครงการ Red Sea Project

อาเหม็ด ฟูอาด (Ahmed Fouad)

ครูผู้สอนของ PADI รวมถึงผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการโครงการ RED SEA PROJECT™

อาเหม็ด ฟูอาด เริ่มต้นเส้นทางการดำน้ำตั้งแต่อายุ 12 ปี และก้าวเข้าสู่การเป็นมืออาชีพของ PADI ในปี 2006 เขาเล่าว่า “ตอนนั้นผมอาศัยอยู่ในไซนายและเป็นอาสาสมัครในโครงการอนุรักษ์ทางทะเล ซึ่งรวมถึงกิจกรรมดำน้ำและการสน็กเกอลิ่งด้วย” และที่นั่นเองคือที่ที่เขาได้ทำงานด้านการดำน้ำเป็นครั้งแรกในฐานะ PADI Divemaster หลังจากนั้นไม่นาน ฟูอาดได้ย้ายไปอยู่ที่เมืองมาร์ซา อลาม (Marsa Alam) ทางตอนใต้ของทะเลแดง และปักหลักอยู่ที่นั่นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ความปรารถนาที่จะช่วยเหลือผู้อื่นนำทางให้ฟูอาดกลายเป็นครูผู้สอนของ PADI เขาอธิบายว่า ‘ผมมีความหลงใหลในด้านการศึกษาและอุทิศเวลาเพื่อช่วยให้ผู้อื่นได้ดึงศักยภาพของตัวเองออกมาอย่างเต็มที่ ผมจึงตัดสินใจยึดการดำน้ำเป็นอาชีพ และคอยสนับสนุนผู้อื่นในเส้นทางสู่การเป็นนักดำน้ำมืออาชีพ”

เมื่อถูกถามถึงประสบการณ์การดำน้ำที่แปลกใหม่ที่สุด ฟูอาดนึกถึงช่วงเวลาหลังจากที่เขากลับมาดำน้ำอีกครั้งไม่นานหลังวิกฤตโควิด-19 เขาอธิบายว่า “มันคือกิจกรรม Dive Against Debris ในท่าเรือแห่งหนึ่งซึ่งเดินจากบ้านที่ผมพักในเมืองมาร์ซา อลาม (Marsa Alam) ไปเพียงไม่กี่นาที พวกเราเก็บขยะทะเลขึ้นมาได้มากกว่า 20 ตัน!

ปัจจุบันฟูอาดทำงานในแวดวงการอนุรักษ์ทางทะเล โดยร่วมมือกับองค์กรภาครัฐและภาคประชาสังคมในด้านความหลากหลายทางชีวภาพ การฟื้นตัวของระบบนิเวศและการปกป้องสิ่งแวดล้อม เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า “ผมได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการประเมินหลายครั้ง เพื่อระบุช่องว่างของการปฏิบัติตามกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม และการดำเนินงานตามระบบการจัดการในพื้นที่ทะเลแดงและอ่าวอะกาบา (Gulf of Aqaba)”

ฟูอลาดยังเป็นสมาชิกคณะกรรมาธิการโลกด้านพื้นที่คุ้มครองของ IUCN (สหภาพระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ) โดยเขามีบทบาทสำคัญในเวทีนโยบายระดับนานาชาติ และการจัดการระบบนิเวศทางทะเลทั้งในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ

นอกจากนี้ ฟูอาดยังเป็นผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการโครงการ RED SEA PROJECT™ ซึ่งเป็นองค์กรระดับนานาชาติที่อุทิศตนเพื่อการปกป้องและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเล ทีมงานของโครงการนี้เป็นอาสาสมัครที่ทำงานร่วมกับนักวิทยาศาสตร์ นักดำน้ำและชุมชนท้องถิ่นในโครงการอนุรักษ์ต่าง ๆ ทุกวัน ฟูอาดกล่าวว่าหากเขาไม่ได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางการดำน้ำสคูบา “[ผมคง] ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าหรือมัคคุเทศก์ในพื้นที่คุ้มครองทางบก ทางทะเลหรือในอุทยานแห่งชาติสักแห่ง”


จิลเลียน มอร์ริส กำลังถ่ายภาพฉลามเสือ | ภาพโดย: แดนนี่ ทาเยนากา
จิลเลียนขณะกำลังถ่ายภาพฉลามเสือ | ภาพโดย: แดนนี่ ทาเยนากะ

จิลเลียน มอร์ริส (Jillian Morris)

PADI Divemaster, Scuba Diving Sea Hero และผู้ก่อตั้ง Sharks4Kids

เส้นทางการดำน้ำสคูบาของจิลเลียน มอร์ริส เริ่มต้นช้ากว่าที่เธอต้องการ เนื่องจากเธอเติบโตในเมืองเล็ก ๆ ในรัฐเมน (Maine) ทำให้โอกาสที่เธอจะได้รับใบรับรองตั้งแต่อายุยังน้อยนั้นมีจำกัด อย่างไรก็ตาม เธออธิบายว่าในที่สุดมันก็เกิดขึ้นในปี 2004 โดยเล่าว่า “ฉันได้รับการรับรองที่เมืองเคนเนบังพอร์ต (Kennebunkport) รัฐเมน ในเดือนมีนาคม และโอ้โห มันหนาวมาก! ประสบการณ์ครั้งนี้เปลี่ยนชีวิตฉันไปเลย และฉันรู้สึกขอบคุณครูผู้สอนของฉันเสมอ รวมถึงขอบคุณที่ได้ฝึกดำน้ำในน้ำที่เย็นจัดแบบนั้นด้วย!”

หลังจากได้ทำงานและฝึกฝนทักษะที่จำเป็นบนเรือสนับสนุนงานวิจัย จิลเลียนก็ได้งานด้านการดำน้ำเป็นครั้งแรก โดยสอนดำน้ำที่เมืองฟอร์ต ลอเดอร์เดล (Fort Lauderdale) เธออธิบายว่าการก้าวมาเป็นมืออาชีพของ PADI นั้นส่งผลดีต่อเธอในหลายด้านว่า “ฉันอยากจะแบ่งปันโลกใต้น้ำให้กับคนอื่น ๆ แต่ในขณะเดียวกัน ฉันก็อยากจะเพิ่มพูนทักษะและการฝึกฝนของตัวเองด้วย ถึงแม้ว่าคุณจะไม่ได้อยากเป็นครูผู้สอน แต่การมีทักษะระดับสูงและการเรียนรู้สิ่งเหล่านั้นก็จะทำให้คุณเป็นนักดำน้ำที่ดีขึ้น”

ในปัจจุบัน การศึกษาถือเป็นหัวใจสำคัญในการทำงานของจิลเลียน และเป็นรากฐานในแนวทางการอนุรักษ์ของเธอ ความมุ่งมั่นนี้เองที่นำไปสู่การก่อตั้ง Sharks4Kids ซึ่งเป็นองค์กรที่อุทิศตนเพื่อการให้ความรู้และการปกป้องฉลาม เธอเล่าถึงจุดเริ่มต้นว่า “หลังจากที่ได้เดินทางไปทำงานวิจัยฉลามและโปรเจกต์ดำน้ำต่าง ๆ เพื่อน ๆ ก็เริ่มขอให้ฉันไปบรรยายให้ความรู้กับนักเรียนของพวกเขาฟัง ฉันจึงเริ่มตระเวนไปตามโรงเรียนต่าง ๆ และพบว่าฉันรักมันมาก ทุกครั้งที่ก้าวเท้าออกจากโรงเรียน ฉันจะมีความหวังและรู้สึกได้รับแรงบันดาลใจเสมอ ฉันจึงตัดสินใจสร้างสื่อการเรียนรู้และโอกาสต่าง ๆ เพื่อช่วยให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้เกี่ยวกับสัตว์เหล่านี้”

จิลเลียนยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นด้านการอนุรักษ์ โดยเธอกล่าวว่า “มุมมอง ความรู้และประสบการณ์ของฉัน สามารถนำเสนอสิ่งที่คนอื่นอาจไม่มีได้ เช่นเดียวกับที่เสียงของพวกเขาทุกคนต่างก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว” การได้เป็นแม่คนยังช่วยหล่อหลอมทัศนคติของเธอด้วยว่า “ฉันอยากให้ลูกสาวรักมหาสมุทร (และหวังว่าจะรักฉลามด้วย) แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือฉันอยากให้ลูกตระหนักว่าพวกเราทุกคนต่างเชื่อมโยงถึงกัน และเราทุกคนล้วนมีความเชื่อมโยงกับมหาสมุทร”

เมื่อถูกถามว่าชีวิตที่ไม่มีการดำน้ำเป็นไปได้บ้างไหม จิลเลียนก็นึกภาพไม่ออกเลย เธออธิบายว่า “ฉันคิดว่ามันก็น่าจะเป็นเส้นทางที่คล้ายคลึงกัน เพราะฉันหมกมุ่นอยู่กับมหาสมุทรมาตลอด ฉันเคยบอกพ่อแม่ว่าอยากเป็นนักชีววิทยาทางทะเลตั้งแต่ตอนอายุ 5 ขวบแล้ว” นอกจากนี้ มหาสมุทรยังเป็นส่วนสำคัญที่หล่อหลอมตัวตนของเธอ “การได้อยู่ในมหาสมุทรคือของขวัญชิ้นหนึ่ง มันวิเศษมากจริง ๆ มันคืองานของฉันก็จริง แต่ขณะเดียวกันมันก็เป็นที่ที่ฉันได้พักสมองและค้นพบความสุข”


แจ็ค ฟิชแมนและนักดำน้ำแสดงเศษขยะในทะเลที่เก็บได้จากการดำน้ำ
แจ็ค ฟิชแมน (Jack Fishman) และนักดำน้ำร่วมกันแสดงขยะทะเลที่เก็บขึ้นมาได้จากการดำน้ำ

แจ็ค ฟิชแมน (Jack Fishman)

PADI Course Director และที่ปรึกษาด้านมหาสมุทร

การทำงานในอุตสาหกรรมการดำน้ำเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แจ็ค ฟิชแมน มาโดยตลอด เขาเติบโตมาในครอบครัวที่การดำน้ำสคูบามีบทบาทสำคัญ และเริ่มดำน้ำตั้งแต่อายุเพียง 8 ขวบในปี 1999 เขาเล่าถึงหนึ่งในความทรงจำใต้น้ำที่มีความหมายครั้งแรก ๆ ว่า “ปลาตัวแรก ๆ ที่ผมจำได้ว่าเห็นคือปลาสินสมุทรลายเหลือง (French Angelfish) สีสันสดใสที่มีปากหัก มันมักจะวนเวียนอยู่แถวเขตน้ำตื้น และผมรู้สึกว่าผมสามารถสื่อสารกับมันได้! ตั้งแต่วินาทีนั้น ผมก็รู้เลยว่านี่คือโลกที่ผมอยากจะออกสำรวจและปกป้อง”

งานแรกในอุตสาหกรรมการดำน้ำของฟิชแมนคือการทำงานกับ Lowcountry Scuba ในเช็มครีก รัฐเซาท์แคโรไลนา เขาอธิบายว่า “ที่นั่นเป็นสถานที่ที่สวยงาม มีทั้งทะเลสาบน้ำจืดสำหรับการฝึกดำน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติและแนวปะการังโขดหินนอกชายฝั่งให้ได้ออกไปสำรวจสัตว์ทะเลในท้องถิ่น” ในช่วงเวลานี้เองที่เขาเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมใต้น้ำ “ตอนที่ผมยังเด็ก ผมมักจะไปดำน้ำสคูบาและสน็อกเอลิ่งที่จุดเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าปีแล้วปีเล่า ผมสังเกตเห็นได้อย่างรวดเร็วว่า เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี ผมเริ่มหาโขดปะการังเดิมหรือปลาตัวเดิมไม่เจอแล้ว” เขาเล่า ประสบการณ์เหล่านี้ได้หล่อหลอมทิศทางในชีวิตของเขา และตอกย้ำความปรารถนาที่จะปกป้องโลกใต้น้ำ

หลังจากสิ่งที่เขายอมรับว่ารู้สึกเหมือนเป็นกระบวนการที่ยาวนาน ในที่สุดเขาก็ได้เริ่มต้นอาชีพด้านการอนุรักษ์อย่างจริงจังในฐานะเด็กฝึกงานของมูลนิธิ R.E.E.F. (Reef Environmental Education Foundation) ตำแหน่งนี้สอนให้เขาเห็นถึงคุณค่าของความพยายามในการอนุรักษ์จากระดับรากหญ้า และบทบาทของนักดำน้ำในการปกป้องมหาสมุทร เขาอธิบายว่า “ผมรู้ว่าเรามีพันธกิจที่จะต้องพาทุกคนลงไปสัมผัสโลกใต้น้ำ เพื่อให้พวกเขาได้เข้าใจถึงวิธีการที่น่าตื่นเต้นในการทำให้การสำรวจทางวิทยาศาสตร์ภาคประชาชนเป็นมากกว่าแค่การดำน้ำที่มีวัตถุประสงค์ แต่ยังเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าประทับใจด้วย”

หลังจากใช้เวลาหลายปีในการพัฒนาศูนย์ดำน้ำ Rainbow Reef Dive Center ในเขตฟลอริดา คีย์ส (Florida Keys) ฟิชแมนได้เห็นกับตาตัวเองว่า ธุรกิจดำน้ำสามารถสร้างแนวทางที่ยั่งยืนได้อย่างไร ต่อมาเขาได้ก้าวขึ้นเป็นผู้ประสานงานด้านการอนุรักษ์ (Conservation Coordinator) โดยทำหน้าที่สร้างความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในท้องถิ่น และด้วยความร่วมมือระหว่าง NOAA (องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติ) กับศูนย์ดำน้ำต่าง ๆ ในพื้นที่ เขาจึงมีบทบาทสำคัญในการผลักดันโครงการริเริ่มด้านการอนุรักษ์ต่าง ๆ ในภูมิภาคนี้ให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

เขากล่าวว่า “ผมได้ใช้ประโยชน์จากองค์ประกอบทางธุรกิจและบทเรียนต่าง ๆ ที่ได้รับ เพื่อนำความตื่นเต้นและความหลงใหลของเหล่ามืออาชีพด้านการดำน้ำทั่วโลก มาใช้เป็นแรงขับเคลื่อนในการนำโครงการอนุรักษ์ต่าง ๆ เข้าไปสู่ธุรกิจการดำน้ำของพวกเขา”

เมื่อถูกถามถึงประสบการณ์การดำน้ำที่แปลกใหม่ที่สุด ฟิชแมนนึกถึงการดำน้ำในกระแสน้ำเชี่ยวที่นิวซีแลนด์ เขาเล่าว่า “มันเป็นโอกาสที่ได้รับความดูแลอย่างปลอดภัยจากผู้ประกอบการทัวร์ในท้องถิ่น กระแสน้ำนั้นแรงสุดยอดมาก และมันให้ความรู้สึกเหมือนพวกเรากำลังบินอยู่ใต้น้ำเลย น้ำทั้งใสและเย็นจัด! แต่คุณจะรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นซูเปอร์แมนจริง ๆ เมื่ออยู่ข้างล่างนั้น”

ส่วนชีวิตที่ไม่มีการดำน้ำน่ะหรือ ฟิชแมนบอกว่าเขาอาจจะไปลงเอยกับการทำงานสายเทคนิคละครเวที (Technical Theater) แม้ว่ามันจะดูแตกต่างกันมาก แต่เขาก็เห็นจุดร่วมที่คล้ายกัน โดยเขากล่าวว่า “ผมชอบการสร้างฉากและอุปกรณ์ประกอบฉากให้กับแผนกละครเวที และถึงแม้ว่ามันจะแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว แต่ในโลกของละครเวทีนั้นมีความรู้สึกของความเป็นชุมชนและความหลงใหลที่คล้ายคลึงกัน!” เมื่อมองไปในอนาคต เขากล่าวเสริมว่า “มันคงจะเจ๋งยิ่งกว่านี้แน่ ๆ ถ้าสักวันหนึ่งผมสามารถรวมความหลงใหลทั้งสองอย่างนี้เข้าด้วยกันได้!”


โอลิเวีย ไกเซอร์ ปาดี ทูตดำน้ำ

โอลิเวีย ไกเซอร์ (Olivia Gaiser)

PADI AmbassaDiver และผู้สร้างคอนเทนต์

เส้นทางการดำน้ำของโอลิเวีย ไกเซอร์ เริ่มต้นขึ้นในช่วงสมัยมหาวิทยาลัย เมื่อเธอได้รับการรับรองการดำน้ำเพื่อเก็บหน่วยกิตวิชาพลศึกษา ซึ่งหลักสูตรนี้เองที่ช่วยให้เธอตัดสินใจเลือกระหว่างสองเส้นทางอาชีพที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เธอกล่าวว่า “ฉันเรียนจบปริญญาด้านชีววิทยา และตอนนั้นกำลังลังเลใจอย่างมากว่าจะไปทางด้านทันตแพทย์หรือจะไปทางด้านสายงานทางทะเลดี”

งานแรกในอุตสาหกรรมการดำน้ำของไกเซอร์คือการเป็นพนักงานขายที่ร้านดำน้ำในเมืองที่เธอเรียนมหาวิทยาลัย ตำแหน่งนี้ทำให้เธอได้รู้จักกับเครือข่ายนักดำน้ำที่มีประสบการณ์ ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีส่วนสำคัญในการหล่อหลอมอนาคตของเธอ ตั้งแต่เริ่มต้น เธอใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการดำน้ำร่วมกับเหล่ามืออาชีพ เธอกล่าวเสริมว่า “ฉันได้รับอิทธิพลจากพวกเขาอย่างมากและมีทรัพยากรทุกอย่างอยู่ใกล้แค่เอื้อมในการที่จะเรียนดำน้ำในระดับที่สูงขึ้นต่อไป”

แม้ว่าจะอาศัยอยู่ห่างไกลจากมหาสมุทร แต่ไกเซอร์ก็สามารถสร้างอาชีพในวงการดำน้ำได้ผ่านการสร้างสรรค์คอนเทนต์ เธอกล่าวว่า “ฉันเริ่มหลงรักการดำน้ำเข้าอย่างจังตอนที่อาศัยอยู่ในรัฐไอโอวาและมินนิโซตา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลเลย ตอนนั้นฉันเพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัย (หรือพูดง่าย ๆ คือยังไม่มีเงิน) ดังนั้นการเดินทางไปทริปดำน้ำจึงไม่อยู่ในงบประมาณของฉันเลย อย่างไรก็ตาม ฉันกระตือรือร้นที่จะมีส่วนร่วมกับการดำน้ำในช่วงฤดูหนาว ฉันก็เลยหันมาทำคอนเทนต์แทน” สิ่งที่เริ่มต้นจากการทำวิดีโอในอพาร์ตเมนต์ของเธอหรือที่ร้านดำน้ำในท้องถิ่น ได้พัฒนาจนกลายเป็นอาชีพนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ในขณะที่ไกเซอร์ก้าวหน้าในเส้นทางการดำน้ำจนได้เป็น PADI IDC Staff Instructor เธอก็เริ่มออกตามหาประสบการณ์การดำน้ำที่แปลกใหม่ทั่วโลก เธอกล่าวว่า “ฉันคิดว่าฉันมีบันทึกการดำน้ำที่ไม่ธรรมดามากกว่าการดำน้ำแบบปกติเสียอีก ไม่ว่าจะเป็นการดำน้ำในโรงแรมใต้น้ำ พื้นของอาคารเมมฟิส พีระมิด (Memphis Pyramid) ทะเลสาบแมงกะพรุนและเมืองที่ถูกน้ำท่วมในรัฐโอคลาโฮมา นี่เป็นเพียงส่วนน้อยที่พอนึกออก”

เมื่อมองย้อนกลับไป ไกเซอร์กล่าวว่าชีวิตของเธออาจจะเปลี่ยนไปคนละทิศละทางเลยหากไม่ได้ดำน้ำ “บอกตามตรงนะ ฉันคงไม่เป็นนักสุขอนามัยช่องปาก (ผู้ช่วยทันตแพทย์) ก็คงจะเป็นนักจัดระเบียบมืออาชีพไปแล้ว” เธอกล่าว “ฉันมีความหลงใหลเกี่ยวกับเรื่องฟัน และฉันก็คลั่งไคล้การจัดบ้านคัดแยกของที่ไม่จำเป็นออก รวมถึงการจัดสรรพื้นที่ใช้สอยให้ใช้งานได้จริงมาก ๆ”


พร้อมที่จะเป็นมืออาชีพของ PADI แล้วหรือยัง

การเป็นมืออาชีพของ PADI สามารถนำคุณไปสู่จุดสูงสุดใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นในฐานะครูผู้สอน นักอนุรักษ์หรือนักสำรวจ มีเส้นทางที่หลากหลายให้คุณเลือกเดินเมื่อคุณก้าวเข้าสู่การเป็น PADI Divemaster หรือครูผู้สอน เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตรระดับมืออาชีพที่มีให้เลือก โดยคลิกที่ด้านล่างนี้

Share This

กระทู้ที่เกี่ยวข้อง