ด้วยเครื่องมือและแหล่งข้อมูลมากมายที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม จึงไม่มีช่วงเวลาไหนที่จะเหมาะไปกว่านี้อีกแล้ว ในการก้าวขึ้นมาเป็นผู้พิทักษ์มหาสมุทร!
ทำไมเราต้องสนับสนุนการอนุรักษ์สิ่งมีชีวิตในทะเล
พวกเราอาศัยอยู่บนโลกของเรา! มหาสมุทรนั้นครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 70% ของพื้นผิวโลก และเป็นผู้สร้างออกซิเจนให้แก่เราในทุก ๆ สองครั้งของการหายใจ มหาสมุทรยังมอบอาหาร ยารักษาโรคและแหล่งพลังงานให้แก่เรา รวมถึงช่วยขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของเราอีกด้วย ท้องทะเลคือเส้นทางที่เราใช้ขนส่งและรับสินค้า เป็นสถานที่ที่เราไปพักผ่อนหย่อนใจและยังเป็นแหล่งสร้างแรงบันดาลใจให้กับเราอยู่เสมอ!
ในฐานะนักดำน้ำ พวกเราต่างมุ่งมั่นที่จะเข้าไปสัมผัสกับระบบนิเวศทางทะเลที่สมบูรณ์และมีชีวิตชีวาในทุก ๆ ได๊พ์ ดังนั้น เมื่อเราตัดสินใจอย่างมีสติเพื่อช่วยปกป้องมหาสมุทร มันจึงเป็นการช่วยปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพและความงดงามของท้องทะเลไว้ให้คนรุ่นหลังด้วยเช่นกัน
และนี่คือวิธีส่วนหนึ่งที่เราชื่นชอบในการร่วมสนับสนุนการอนุรักษ์สิ่งมีชีวิตในทะเล

1. มาเป็น PADI Torchbearer
จุดประกายความเปลี่ยนแปลงให้แก่ชีวิตใต้ผืนน้ำด้วยการเป็น PADI Torchbearer ด้วยการเรียนรู้ ใส่ใจและแบ่งปันเรื่องราวว่าทำไมมหาสมุทรจึงมีความสำคัญในชุมชนของคุณเอง ซึ่งจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นเริ่มลงมือทำและสนับสนุนความพยายามในการอนุรักษ์
การเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน Torchbearer จะเป็นการเพิ่มเสียงและการกระทำของคุณเข้ากับพลังส่วนรวม เพื่อนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงที่มีความหมาย นี่คือพลังของความร่วมมือร่วมใจ ดังที่ Drew Richardson ประธานและซีอีโอของ PADI ได้กล่าวไว้ว่า “Torchbearers พันล้านคนคือพลังขับเคลื่อนที่สร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ให้แก่มหาสมุทร”
2. ลดขยะและมลพิษจากพลาสติก
ข้อมูลจากองค์กรบริการสัตว์ป่าและสัตว์น้ำแห่งสหรัฐอเมริกา (US Fish and Wildlife Service) ระบุว่า “ขยะในทะเลคือหนึ่งในภัยคุกคามระดับโลกที่แพร่กระจายและส่งผลร้ายแรงที่สุดต่อความสมบูรณ์ของพื้นที่ชายฝั่ง มหาสมุทรและทางน้ำทั่วโลก นี่คือประเด็นปัญหาที่ต้องได้รับความสนใจและร่วมมือกันแก้ไขทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาค ระดับประเทศและระดับนานาชาติ”
เพราะอะไรน่ะหรือ เพราะขยะเหล่านี้ทำอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตในทะเล ทั้งยังทำลายและลดคุณค่าของแหล่งที่อยู่อาศัยอันเปราะบาง เช่น แนวปะการังและหญ้าทะเล นอกจากนี้ ขยะในทะเลยังสามารถกีดขวางและส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในการเดินเรืออีกด้วย
มลพิษในมหาสมุทรยังส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจของเราด้วยเช่นกัน ผู้คนมักจะเดินทางไปยังจุดดำน้ำยอดนิยม เช่น แคริบเบียนและฮาวาย เพราะคาดหวังว่าจะได้พบกับธรรมชาติที่สวยงามและสะอาดบริสุทธิ์ แต่ถ้าสิ่งที่พวกเขาได้พบเจอจริงกลับแตกต่างจากภาพสวรรค์ในอุดมคติที่คิดไว้ พวกเขาก็อาจจะไม่กลับมาเที่ยวซ้ำ ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจในท้องถิ่นต้องซบเซาลง ยิ่งไปกว่านั้น ขยะในทะเลยังสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจให้กับอุตสาหกรรมประมงและการขนส่งทางเรือ คุกคามความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของชุมชนชายฝั่ง รวมไปถึงเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของมนุษย์เราเองด้วย



ขยะในทะเลทำร้ายสิ่งมีชีวิตใต้น้ำ
คนส่วนใหญ่เข้าใจดีว่าปริมาณขยะในมหาสมุทรของเรานั้นส่งผลเสีย แต่มีคนจำนวนน้อยกว่าที่รู้ว่าขยะเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในทะเลอย่างไร
ขยะในทะเลและมลพิษจากพลาสติกสร้างบาดแผลและคร่าชีวิตสัตว์ทะเลรวมถึงสิ่งมีชีวิตตามแนวชายฝั่งเป็นจำนวนหลายล้านตัวในแต่ละปี ตัวอย่างเช่น อวนลอยและเอ็นตกปลาเก่า ๆ มักจะเข้าไปพันตัวสัตว์ทะเลอย่างวาฬ ฉลาม แมวน้ำและเต่า ซึ่งบ่อยครั้งนำไปสู่การต้องสูญเสียอวัยวะหรือการจมน้ำตาย
นกทะเลและปลากลืนกินขยะและไมโครพลาสติกเข้าไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งโชคร้ายที่สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถย่อยสลายหรือสลายตัวได้เองตามธรรมชาติในร่างกายของพวกมัน เต่าทะเลมักจะเข้าใจผิดว่าถุงพลาสติกที่ลอยอยู่นั้นคือแมงกะพรุน ซึ่งเป็นอาหารโปรดของพวกมัน ถุงพลาสติกเหล่านี้สามารถเข้าไปอุดตันในทางเดินอาหาร ซึ่งจะจำลองความรู้สึกอิ่ม (ทำให้พวกมันรู้สึกอิ่มทั้งที่กำลังอดอยาก) และขัดขวางไม่ให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารที่จำเป็นต่อชีวิต ยิ่งไปกว่านั้น ลูกเต่าทะเลที่ยังไม่โตเต็มวัยมักจะกินไมโครพลาสติกที่ลอยอยู่ในมวลน้ำ ซึ่งอาจลงเอยด้วยการเข้าไปอุดตันและทำให้ทางเดินอาหารของพวกมันทะลุหรือฉีกขาดได้

เราจำเป็นต้องหยุดยั้งขยะในทะเลตั้งแต่ “ต้นน้ำ”
แล้วพวกเราจะทำอะไรได้บ้าง สิ่งที่น่าเหลือเชื่อก็คือขยะในมหาสมุทรของเราถึง 80% นั้นมาจากบนบก! ซึ่งขยะส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยพลาสติกที่เป็นอันตรายและไม่สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพ แต่พวกมันกลับสะสมและปนเปื้อนส่งต่อขึ้นไปตามห่วงโซ่อาหารแทน
ดังนั้น การลดปริมาณขยะและพลาสติกที่เราสร้างขึ้นบนบก จึงเป็นการช่วยหยุดยั้งปัญหาตั้งแต่ “ต้นน้ำ” ที่บริเวณแหล่งกำเนิด ก่อนที่ขยะเหล่านั้นจะหลุดรอดเข้าสู่สิ่งแวดล้อมทางทะเลและชายฝั่งอันมีค่าของเรา และก่อนที่มันจะเข้าไปทำร้ายสิ่งมีชีวิตในทะเลที่พวกเรารัก
3. มีส่วนร่วมในกิจกรรมเก็บขยะเพื่อการอนุรักษ์สิ่งมีชีวิตในทะเล
สิ่งสำคัญอันดับแรกคือการลดขยะของเรา ส่วนสิ่งสำคัญอันดับสองคือการเก็บขยะในทะเลและมลพิษพลาสติกออกจากแหล่งน้ำและชายฝั่งของเรา วิธีที่ง่ายและสนุกในการทำสิ่งนี้คือการเข้าร่วมกิจกรรมเก็บขยะ ซึ่งสามารถทำได้ทั้งบนบก (ชายหาด) และใต้น้ำเพื่อให้เกิดผลลัพธ์สูงสุด
ทุกครั้งที่คุณเดินเล่นริมน้ำหรืออยู่บนเรือ คุณสามารถช่วยสอดส่องมองหาขยะได้ นอกจากนี้ องค์กรอนุรักษ์ต่าง ๆ เช่น Surfrider และ The Ocean Cleanup ยังมีการจัดกิจกรรมเก็บขยะเป็นประจำอีกด้วย

นอกจากนี้ ในฐานะนักดำน้ำ พวกเรามีทางเลือกเสมอที่จะดำน้ำอย่างมีจุดมุ่งหมาย ลองเข้ามาทำความรู้จักกับหลักสูตร Dive Against Debris Specialty ของเราดูสิ! มาร่วมเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบของขยะในทะเลที่มีต่อมหาสมุทร ก่อนที่จะสวมตีนกบคู่ใจลงไปสร้างความเปลี่ยนแปลงด้วยตัวคุณเอง ของแถมที่คุณจะได้รับ: คุณจะได้เรียนรู้ว่าข้อมูลจากการดำน้ำเก็บขยะเหล่านี้ สามารถนำไปช่วยสนับสนุนและผลักดันนโยบายการจัดการขยะที่ดีขึ้น เพื่อปกป้องแหล่งที่อยู่อาศัยในมหาสมุทรและสิ่งมีชีวิตในทะเลได้อย่างไร
กิจกรรมเก็บขยะสุดเจ๋ง
หากคุณกำลังมองหาวิธีที่จะสร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ ลองเข้าร่วมกิจกรรมเก็บขยะสุดเจ๋งดูสิ ตัวอย่างเช่น ลองพิจารณาเข้าร่วมกิจกรรมแข่งขันเก็บขยะประจำปีช่วงฤดูใบไม้ผลิขององค์กร I.CARE แล้วจับคู่กิจกรรมนี้เข้ากับทริปดำน้ำสุดมหัศจรรย์ที่หมู่เกาะฟลอริดาคีย์ส (Florida Keys) ไปพร้อมกันเลย

นอกจากนี้ ที่ชายฝั่งตะวันตกของประเทศสหรัฐอเมริกา คุณยังสามารถเข้าร่วมกิจกรรมทำความสะอาดใต้น้ำประจำปีที่เกาะคาตาลินา (Catalina Island) ได้อีกด้วย โดยในทุก ๆ ปี จะมีนักดำน้ำเกือบ 600 คนมาร่วมกันสอดส่องและค้นหาขยะตามบริเวณท่าเทียบเรือและจุดจอดเรือ เพื่อช่วยชีวิตสัตว์ทะเลที่ถูกเศษอวนรัด และได้ร่วมลุ้นรางวัลไปพร้อม ๆ กัน ตัวอย่างเช่น ในปี 2026 มีนักดำน้ำจำนวน 250 คน ร่วมมือกันเก็บขยะน้ำหนักรวมเกือบ 1,200 ปอนด์ (หรือประมาณ 544 กิโลกรัม) ขึ้นมาจากอ่าวอวาลอน (Avalon Harbor)!
4. เลือกซื้อและใช้สิ่งของอย่างยั่งยืนเพื่อการอนุรักษ์สิ่งมีชีวิตในทะเล
ในฐานะผู้บริโภค พวกเรามีพลังอย่างมากในการช่วยเหลือมหาสมุทรของเรา การตัดสินใจเลือกสิ่งต่าง ๆ ของเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาหาร เสื้อผ้า การเดินทาง ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด และอื่น ๆ ล้วนส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้น เมื่อเราเลือกสิ่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมก็เท่ากับว่าเราได้คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมในทุก ๆ การซื้อของเราอยู่เสมอ

ขั้นแรก เราสามารถเลิกใช้สิ่งของประเภทใช้แล้วทิ้งและหันมาเลือกใช้สิ่งของที่นำกลับมาใช้ซ้ำได้แทน เช่น หลอด เครื่องครัว/ช้อนส้อม ขวดน้ำและถุงช้อปปิ้ง ทุกครั้งที่เราเลือกแบบนี้ เราจะช่วยลดขยะและทำให้มหาสมุทรของเราปลอดภัย หากคุณหันมาใช้ของที่นำกลับมาใช้ซ้ำได้อยู่แล้ว ลองพิจารณาซื้อสิ่งเหล่านี้เป็นของขวัญให้แก่ครอบครัวและเพื่อน ๆ เพื่อช่วยให้พวกเขาได้เริ่มต้นเส้นทางแห่งความยั่งยืนนี้ไปด้วยกัน
นอกจากนี้ เรายังสามารถเลือกซื้อเสื้อผ้าที่ผลิตจากพลาสติกรีไซเคิลได้อีกด้วย ตัวอย่างเช่น แบรนด์ SeaMorgens และบริษัทอื่น ๆ อีกมากมายในปัจจุบัน ที่หันมาผลิตชุดว่ายน้ำจากอวนจับปลาใช้แล้วที่นำมารีไซเคิลโดยเฉพาะ เนื่องจากผ้าของชุดว่ายน้ำส่วนใหญ่มักจะทำมาจากพลาสติกใหม่ การทำแบบนี้จึงเป็นแนวทางการยกระดับขยะให้มีมูลค่าเพิ่มที่ยอดเยี่ยมมาก
เมื่อเราเลือกสิ่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในชีวิตประจำวันก็เท่ากับว่าเราได้มีส่วนร่วมอย่างจริงจังในการสนับสนุนการอนุรักษ์สิ่งมีชีวิตในทะเล และช่วยให้ท้องทะเลมีสุขภาวะที่ดีขึ้น
5. สนับสนุนพื้นที่คุ้มครองทางทะเล
คุณอาจจะเคยได้ยินคำว่า “30×30” ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ทะเยอทะยานและมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ในการปกป้องผืนดินและผืนน้ำให้ได้ 30% ภายในปี 2030 นักวิทยาศาสตร์ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า นี่คือเกณฑ์การปกป้องขั้นต่ำที่จำเป็น เพื่อให้มั่นใจว่าระบบนิเวศจะยังคงสามารถทำหน้าที่ของมันและฟื้นตัวกลับมาได้ รวมถึงเพื่อให้สิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ได้รับการปกป้องดูแล
สำหรับมหาสมุทรแล้ว เป้าหมายนี้จะช่วยฟื้นฟูสุขภาวะของท้องทะเล เป็นแหล่งหลบภัยให้แก่สัตว์ป่า พลิกฟื้นผลกระทบเชิงลบที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เพิ่มความสามารถในการรับมือและฟื้นตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และช่วยคงไว้ซึ่งคุณประโยชน์ของระบบนิเวศที่มีต่อมวลมนุษยชาติ สรุปสั้น ๆ ก็คือมันช่วยให้มั่นใจได้ว่าสิ่งมีชีวิตในทะเลจะมีมหาสมุทรที่สมบูรณ์ให้อาศัยอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ เลยทีเดียว!

ณ ปี 2026 มีพื้นที่มหาสมุทรทั่วโลกไม่ถึง 5% เท่านั้นที่ได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มรูปแบบ ดังนั้น การสนับสนุนความพยายามทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาค ระดับประเทศและระดับนานาชาติ เพื่อจัดตั้งและขยายพื้นที่คุ้มครองทางทะเล จะช่วยให้พวกเราทุกคนขยับเข้าใกล้เป้าหมาย 30×30 ร่วมกันได้มากยิ่งขึ้น
อย่าลืมระบบนิเวศชายฝั่งที่สำคัญอย่างยิ่ง
การคุ้มครองที่สำคัญอย่างยิ่งนี้ควรครอบคลุมไปถึงแหล่งที่อยู่อาศัยบริเวณใกล้ชายฝั่งด้วย เช่น แหล่งหญ้าทะเลและป่าชายเลน โดยสภาพแวดล้อมทั้งสองระบบนี้ถือเป็นระบบนิเวศคาร์บอนสีน้ำเงิน (Blue Carbon Ecosystems) เนื่องจากพวกมันสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนจากชั้นบรรยากาศได้ในปริมาณมหาศาล ซึ่งมากกว่าป่าฝนแอมะซอนเสียด้วยซ้ำ! ดังนั้น การฟื้นฟูหญ้าทะเลและป่าชายเลนจึงสามารถเป็น “อาวุธลับ” ของพวกเราในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การปลูกและอนุรักษ์พืชที่เป็นเอกลักษณ์เหล่านี้ให้มากขึ้นจะช่วยซื้อเวลาให้เราได้ปรับตัว บรรเทาผลกระทบและค้นหาทางออกใหม่ ๆ ในการรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ
นอกจากนี้ ระบบนิเวศทางทะเลเหล่านี้ยังทำหน้าที่เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์วัยอ่อน และเป็นแหล่งหาอาหารที่สำคัญยิ่งสำหรับสิ่งมีชีวิตในทะเลหลากหลายชนิด ปลาหลายสายพันธุ์ รวมถึงฉลาม สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังและสัตว์ที่มีเปลือกแข็ง ต่างต้องพึ่งพาป่าชายเลนและแหล่งหญ้าทะเลเหล่านี้ในการเจริญเติบโตให้แข็งแรงพอที่จะออกไปใช้ชีวิตและอยู่รอดในแนวปะการังได้ ดังนั้น การปกป้องพื้นที่เหล่านี้ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในเป้าหมาย 30×30 จึงเป็นการช่วยปกป้องสิ่งมีชีวิตในทะเลและโลกของเราไปพร้อมกัน
6. เข้าร่วมโครงการวิทยาศาสตร์พลเมือง
คุณไม่จำเป็นต้องมีวุฒิปริญญาเอก (PhD) ก็สามารถมีส่วนร่วมในด้านชีววิทยาทางทะเลและการอนุรักษ์มหาสมุทรได้! วิทยาศาสตร์พลเมืองคือการขับเคลื่อนที่ยอดเยี่ยม ซึ่งเปิดโอกาสให้คนรักทะเลทั่วไปสามารถช่วยเก็บรวบรวมข้อมูลที่สำคัญยิ่งสำหรับโครงการอนุรักษ์ต่าง ๆ แนวทางการวิจัยแบบนี้มีประโยชน์อย่างมาก เพราะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถรวบรวมข้อมูลได้ในปริมาณที่มากกว่าและครอบคลุมพื้นที่ที่กว้างกว่าการที่พวกเขาจะลงพื้นที่ทำกันเองเพียงลำพัง
มีหลากหลายวิธีที่นักดำน้ำสามารถมีส่วนร่วมในวิทยาศาสตร์ภาคพลเมืองผ่านโปรแกรมต่าง ๆ ของมูลนิธิ PADI AWARE Foundation® ตัวอย่างเช่น ผ่านโปรแกรม Dive Against Debris® ที่นักดำน้ำจะช่วยกันเก็บขยะจากสิ่งแวดล้อมใต้น้ำพร้อมทั้งรายงานสิ่งทีพวกเขาพบเจอ ซึ่งการทำเช่นนี้จะช่วยสร้างหนึ่งในฐานข้อมูลขยะในทะเลใต้น้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยข้อมูลเหล่านั้นได้รับการนำไปใช้เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงนโยบาย ขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์และทำให้ผู้คนตระหนักถึงขนาดของปัญหามลพิษในมหาสมุทร
นอกจากนี้ นักดำน้ำยังสามารถเข้าร่วมโครงการ Global Shark & Ray Census ได้ด้วยการบันทึกข้อมูลการพบเห็นฉลามและกระเบนในระหว่างการดำน้ำ การสังเกตการณ์เหล่านี้ช่วยให้นักวิจัยเข้าใจเกี่ยวกับจำนวนประชากรของสิ่งมีชีวิตแต่ละสายพันธุ์ รูปแบบการอพยพย้ายถิ่นฐานและจุดที่สายพันธุ์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์จำเป็นต้องได้รับการคุ้มครองอย่างเข้มงวดมากขึ้น
การมีส่วนร่วมในวิทยาศาสตร์พลเมืองผ่านโปรแกรมเหล่านี้ ถือเป็นวิธีที่มีความหมายในการเพลิดเพลินไปกับการดำน้ำ ควบคู่ไปกับการมีบทบาทสำคัญในการช่วยปกป้องมหาสมุทรอย่างจริงจัง

7. สนับสนุนการท่องเที่ยวชมสัตว์ทะเลอย่างรับผิดชอบ
การตัดสินใจโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมในระหว่างการพักผ่อนท่องเที่ยว ถือเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากไม่ต่างจากการใช้ชีวิตประจำวันของเรา เมื่อคุณไปทริปดำน้ำ สิ่งสำคัญคือต้องปฏิบัติตามกฎเหล็ก ‘ดูแต่ตา…มืออย่าต้อง‘ อย่างเคร่งครัดอยู่เสมอ และควรเลือกใช้บริการผู้ประกอบการท่องเที่ยวหรือร้านดำน้ำที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
การสัมผัสจับต้องสิ่งมีชีวิตในทะเล ไม่ว่าจะเป็นเต่า ฉลาม โลมา หรือแม้กระทั่งปะการัง สามารถเข้าไปรบกวนพฤติกรรมตามธรรมชาติ ทำลายชั้นผิวที่ช่วยปกป้องร่างกายของพวกมัน และ/หรือสร้างความเครียดให้แก่สัตว์โดยไม่จำเป็น ตัวอย่างเช่น สัตว์ทะเลหลายชนิดจะมีชั้นเมือก (Mucus layer) เคลือบผิวเพื่อป้องกันปรสิตและการติดเชื้อ การไปจับตัวพวกมันสามารถทำให้ชั้นเมือกนี้หลุดออกไป ส่งผลให้พวกมันอ่อนแอและติดโรคได้ง่ายขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ผลการวิจัยยังชี้ให้เห็นว่ามนุษย์เราสามารถแพร่เชื้อแบคทีเรียและเชื้อราที่เป็นอันตรายไปสู่สัตว์ทะเลได้ ซึ่งอาจส่งผลร้ายแรงถึงขั้นคร่าชีวิตสายพันธุ์สัตว์น้ำที่ไม่มีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติได้เลยทีเดียว
การให้อาหารสัตว์ยังอาจส่งผลให้สัตว์บางตัวคุ้นชินกับการมีอยู่ของมนุษย์ ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตามปกติ เช่น มีความก้าวร้าวมากขึ้น หรือทำให้สัตว์ทะเลเข้ามามีปฏิสัมพันธ์และเข้าใกล้เรือมากเกินไป (ซึ่งอาจนำไปสู่การถูกใบพัดเรือบาดบาดเจ็บ เป็นต้น) ดังน้ัน วิธีที่ดีที่สุดเสมอคือการปล่อยให้สัตว์ทะเลได้ใช้ชีวิตแบบสัตว์ป่าตามธรรมชาติ
การเลือกผู้ประกอบการท่องเที่ยวหรือร้านดำน้ำที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาจะช่วยควบคุมให้ขั้นตอนการทำงานต่างๆ มุ่งเน้นไปที่แนวปฏิบัติเพื่อการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน จุดเริ่มต้นที่ดีคือการมองหาการรับรองที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เช่น Green Fins ซึ่งดำเนินงานโดยมูลนิธิ The Reef-World Foundation และโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UN Environment Programme) การได้รับการรับรองนี้หมายความว่าผู้ประกอบการปฏิบัติตามแนวทางที่เข้มงวดซึ่งส่งเสริมการดำน้ำลึกและการดำน้ำตื้นอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ควรคอยมองหาศูนย์ดำน้ำ PADI Eco Centers ด้วยเช่นกัน ซึ่งศูนย์เหล่านี้จะมีส่วนร่วมในโปรแกรม PADI AWARE Adopt the Blue™ เปิดโอกาสให้นักดำน้ำได้เข้าร่วมโครงการอนุรักษ์หรือวิทยาศาสตร์พลเมืองและยังเป็นสมาชิกของ Green Fins อีกด้วย
พร้อมที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงแล้วหรือยัง
ลองพิจารณาเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ PADI Club ดูสิ! เมื่อคุณเข้าร่วมกับชุมชนคนรักทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลกนี้ 5% ของค่าสมาชิก PADI Club ของคุณจะถูกนำไปบริจาคให้แก่มูลนิธิ PADI AWARE เพื่อช่วยสนับสนุนการอนุรักษ์มหาสมุทรทั่วโลกและการปกป้องสัตว์ทะเล นอกจากนี้ PADI Club ยังช่วยให้นักดำน้ำไม่พลาดทุกข้อมูลข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับการดำน้ำและการผจญภัยใต้ผิวน้ำ พร้อมทั้งได้รับส่วนลดสุดพิเศษมากมาย ควบคู่ไปกับการได้มีส่วนร่วมในการช่วยปกป้องมหาสมุทร



