โลมาได้สร้างความประทับใจและดึงดูดใจมนุษย์มานานหลายพันปี นับตั้งแต่บทบาทของพวกมันในตำนานเทพเจ้ากรีก มาจนถึงการใช้ชีวิตในโลกธรรมชาติยุคปัจจุบัน สำหรับนักดำน้ำส่วนใหญ่แล้ว การได้เผชิญหน้ากันแบบสบตายังคงเป็นเป้าหมายสูงสุด เพราะมันคือโอกาสที่หาได้ยากในการเชื่อมโยงกับหนึ่งในสัตว์ทะเลที่เป็นสัญลักษณ์และฉลาดที่สุดในมหาสมุทร
การเฝ้าสังเกตและมีปฏิสัมพันธ์กับโลมาตามธรรมชาติจะมอบประสบการณ์ที่คุณจะจดจำไปตลอดชีวิต นี่คือเหตุผลว่าทำไมนักดำน้ำจึงยอมเดินทางไปทั่วโลกเพื่อพบกับสิ่งมีชีวิตที่น่าทึ่งเหล่านี้
และนี่คือ 13 สถานที่ที่ดีที่สุดในโลกสำหรับการว่ายน้ำ สน็อกเกอลิ่งหรือดำน้ำกับโลมา
1. หมู่เกาะบาฮามาส
ประเทศบาฮามาสตั้งอยู่ระหว่างรัฐฟลอริดา ประเทศคิวบาและหมู่เกาะเติกส์และเคคอส ในมหาสมุทรแอตแลนติกตะวันตก หมู่เกาะแห่งนี้ประกอบไปด้วยเกาะปะการังวงแหวน (Atolls) และเกาะฝั่งปะการัง (Coral cays) รายล้อมด้วยเกาะเล็กเกาะน้อยอีกหลายร้อยแห่ง น้ำทะเลที่ใสสะอาดราวกับคริสตัลและตื้นเขินของบาฮามาส ช่วยเปิดโอกาสมากมายในการพบเจอโลมา โดยมักจะพบเห็นพวกมันได้บ่อยครั้งใกล้กับเกาะบิมินิ (Bimini), เกาะแกรนด์บาฮามา (Grand Bahama) รวมถึงตามอ่าวลับต่าง ๆ ที่รู้กันเฉพาะในหมู่นำเที่ยวเท่านั้น! ดังนั้น มุ่งหน้าสู่เกาะแกรนด์บาฮามา ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากปาล์มบีช รัฐฟลอริดา ไปทางทิศตะวันออกเพียง 56 ไมล์ (90 กิโลเมตร) เพื่อสัมผัสกับผืนน้ำอันอบอุ่น และการันตีโอกาสได้เจอฝูงโลมาเจ้าถิ่นหลายฝูงได้เกือบตลอดทั้งปี
ช่วงเวลาที่ควรไป: ตลอดทั้งปี
สายพันธุ์ของโลมา: โลมาลายจุด โลมาสปินเนอร์ โลมาลายแถบและโลมาปากขวด
สัตว์ทะเลอื่น ๆ: ฉลามหัวบาตร ฉลามเสือและฉลามครีบขาวมหาสมุทร (ในช่วงท้ายของปี)

2. หมู่เกาะกาลาปากอส ประเทศเอกวาดอร์
สถานที่ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก (UNESCO World Heritage Site) แห่งนี้คือจุดหมายปลายทางอันดับต้น ๆ ในรายการที่ต้องไปให้ได้สักครั้งในชีวิตของนักดำน้ำหลายคน หมู่เกาะกาลาปาโกสตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งประเทศเอกวาดอร์ไปทางทิศตะวันตก 600 ไมล์ (1,000 กิโลเมตร) การเดินทางไปยังเกาะอิซาเบลลา (Isabela Island) ใช้เวลาบินสั้น ๆ เพียงชั่วโมงครึ่งจากเมืองกัวยากิล (Guayaquil) ซึ่งเป็นเมืองชายฝั่ง แต่แม้จะเข้าถึงได้ง่าย ทว่ากาลาปาโกสก็ยังคงให้ความรู้สึกห่างไกลความเจริญและดิบเถื่อนเป็นธรรมชาติอย่างมาก จุดดำน้ำที่ดีที่สุดส่วนใหญ่ในกาลาปาโกส เช่น เกาะดาร์วิน (Darwin Island) และเกาะวูล์ฟ (Wolf Island) สามารถเดินทางไปถึงได้ด้วยการล่องเรือ Liveaboard แบบ 1 สัปดาห์เท่านั้น นอกจากจะได้พบกับวาฬ ฉลามและสัตว์ทะเลขนาดใหญ่อื่น ๆ แล้ว คุณยังสามารถพบเห็นโลมาได้บ่อยครั้งจากบนเรือและจากใต้ผืนน้ำ โดยโลมาปากขวดและโลมาธรรมดา (Common dolphins) นั้นเป็นสัตว์เจ้าถิ่นที่อาศัยอยู่ถาวร ในขณะที่สายพันธุ์อื่น ๆ จะอพยพผ่านมาตามฤดูกาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งโลมาสปินเนอร์ (Spinner dolphins) ที่สามารถพบได้เป็นกลุ่มขนาดใหญ่บริเวณเกาะเฟอร์นันดินา (Fernandina Island)
ช่วงเวลาที่ควรไป: ตลอดทั้งปี
สายพันธุ์ของโลมา: โลมาปากขวด โลมาธรรมดา โลมาเทา/โลมาริสโซ โลมาสปินเนอร์และโลมาลายจุด
สัตว์ทะเลอื่น ๆ: รายชื่อสัตว์ที่นี่นั้นแทบจะไร้ขีดจำกัด ซึ่งรวมถึง วาฬ กระเบนราหู อีกัวน่าทะเล เพนกวิน สิงโตทะเลและฉลามอีกหลากหลายสายพันธุ์

3. แนวปะการังซาทายาและแนวปะการังซามาได ประเทศอียิปต์
ทัศนวิสัยที่ใสเคลียร์ของทะเลแดงในประเทศอียิปต์ พร้อมด้วยแนวปะการังและฝูงปลาที่มีสีสันสดใสนั้นเพียงพอที่จะทำให้ผู้ที่หลงใหลในโลกใต้น้ำทุกคนพึงพอใจ ยิ่งไปกว่านั้น อียิปต์และทะเลแดงยังมีจุดดำน้ำระดับตำนานมากมายอย่างไม่ขาดสาย ตั้งแต่ซากเรือชื่อดังอย่าง SS Thistlegorm ไปจนถึงพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงอย่างช่องแคบไทราน (Straits of Tiran), หมู่เกาะบราเธอร์ส (Brothers) และอุทยานแห่งชาติราส มูฮัมหมัด (Ras Muhammad National Park) นอกจากนี้ทะเลแดงของอียิปต์ยังเป็นบ้านของฝูงโลมาเจ้าถิ่นหลายฝูง ซึ่งรวมถึงโลมาสปินเนอร์ โลมาปากขวด โลมาธรรมดาและโลมาเทา
ลองแวะไปชมแนวปะการังที่มีชื่อเสียงของเมืองมาร์ซา อาลัม (Marsa Alam) ทางตอนใต้ของทะเลแดง ซึ่งทั้งแนวปะการังซาทายา (Sataya Reef) และซามาได (Samadai) หรือที่คนท้องถิ่นรู้จักกันในชื่อบ้านของโลมา (Dolphin House) ต่างมอบโอกาสอันน่าทึ่งในการดำน้ำและสน็อกเกอลิ่งกับโลมาตามแนวขอบปะการัง
ช่วงเวลาที่ควรไป: ตลอดทั้งปี แต่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม
สายพันธุ์ของโลมา: ส่วนใหญ่เป็นโลมาสปินเนอร์ โดยมีโอกาสพบเห็นโลมาปากขวด โลมาธรรมดาและโลมาเทาได้ในบางครั้ง
สัตว์ทะเลอื่น ๆ: คุณอาจได้พบกับฉลามครีบขาวมหาสมุทรในบริเวณใกล้เคียงอย่างเอลฟินสโตน (Elphinstone) รวมถึงเต่าทะเลและปลาแนวปะการังอีกมากมาย

4. เกาะโซคอร์โร ประเทศเม็กซิโก
หมู่เกาะเรบียาคีเคโด (Revillagigedo Archipelago) หรือที่รู้จักกันในชื่อโซคอร์โร (Socorro) ได้รับฉายาว่า “กาลาปาโกสแห่งเม็กซิโก” ที่นี่คือหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำหรับการดำน้ำที่ดีที่สุดในโลก ซึ่งเต็มไปด้วยสัตว์ทะเลขนาดใหญ่ที่น่าประทับใจอย่างแท้จริง คุณจะได้สัมผัสกับยักษ์ใหญ่แห่งมหาสมุทร เช่น กระเบนราหูและฉลามวาฬ! และนอกจากสัตว์ทะเลที่น่าทึ่งเหล่านี้แล้ว การได้พบเจอโลมายังเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจำในช่วงไฮซีซันอีกด้วย
ช่วงเวลาที่ควรไป: เดือนมกราคมถึงมีนาคมเป็นช่วงที่มีโอกาสเจอโลมามากที่สุด ทว่าฤดูกาลท่องเที่ยวจะเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงพฤษภาคม
สายพันธุ์ของโลมา: โลมาปากขวด
สัตว์ทะเลอื่น ๆ: พบเจอฉลามวาฬ กระเบนราหูและฉลามอีกกว่า 10 สายพันธุ์ รวมถึงฉลามหัวค้อนได้เป็นประจำ

5. แนวปะการังนิงกาลู ประเทศออสเตรเลีย
แนวปะการังนิงกาลูทางตะวันตกของออสเตรเลียนั้นมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกในเรื่องการพบเห็นฉลามวาฬและกระเบนราหู ทว่าแนวปะการังขนาดเล็กอันงดงามแห่งนี้กำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ดีที่สุดในโลกอย่างรวดเร็วสำหรับการพบเจอโลมา
โลมาธรรมดาและโลมาปากขวดอินโดแปซิฟิก (Indo-Pacific bottlenose dolphins) มักจะว่ายเวียนผ่านอ่าวและเกาะต่าง ๆ ของเมืองร็อกกิงแฮม (Rockingham) ในขณะที่สามารถพบฝูงโลมาธรรมดาขนาดใหญ่ได้ในอุทยานทางทะเลพอร์ตสเตเฟนส์-เกรตเลกส์ (Port Stephens-Great Lakes Marine Park) ด้วยทำเลที่สวยงามราวกับภาพวาด สัตว์ทะเลที่น่าทึ่งและสภาพอากาศที่ยอดเยี่ยม ที่นี่จึงเป็นเหมือนสวรรค์ผืนเล็ก ๆ ที่คุ้มค่าแก่การไปเยือนอย่างยิ่ง
ช่วงเวลาที่ควรไป: ตลอดทั้งปี
สายพันธุ์ของโลมา: โลมาธรรมดา โลมาปากขวดและโลมาปากขวดอินโดแปซิฟิก
สัตว์ทะเลอื่น ๆ: คุณยังสามารถพบเจอกับฉลามวาฬ วาฬ และฉลามสายพันธุ์อื่น ๆ ได้อีกด้วย

6. ปรากฏการณ์ซาร์ดีนรัน ประเทศแอฟริกาใต้
ปรากฏการณ์ซาร์ดีนรัน โด่งดังไปทั่วโลกจากการเปิดตัวสารคดี Blue Planet ซึ่งทุกคนได้ร่วมเป็นสักขีพยานในการอพยพของฝูงปลาซาร์ดีนนับพันล้านตัวขึ้นไปตามชายฝั่งตะวันออกของแอฟริกาใต้ ฝูงปลาที่รวมตัวกันแน่นขนัดยาวถึง 9 ไมล์ (15 กิโลเมตร) นี้ ดึงดูดทั้งนกทะเล วาฬและฉลามที่หิวโซให้มากินพวกมัน และแน่นอนว่าเหล่าโลมาก็ไม่ลังเลที่จะเข้าร่วมวงล่าในศึกครั้งนี้ด้วยเช่นกัน
นักดำน้ำจะถูกปล่อยลงไปกลางวงล่าเหยื่ออย่างดุเดือดเพื่อชมฝูงโลมาจำนวน 18,000 ตัวที่ไล่ล่าปลาซาร์ดีน ทุกปี นักดำน้ำไม่เพียงแต่จะได้เห็นพวกมันในจำนวนที่น่าประทับใจเท่านั้น แต่ยังได้เห็นพวกมันแสดงความฉลาดในการร่วมมือกันล่าฝูงปลาขนาดใหญ่ด้วย
ช่วงเวลาที่ควรไป: เดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคมสำหรับปรากฏการณ์ซาร์ดีนรัน แต่สำหรับโลมาทั่วไปสามารถพบได้ตลอดทั้งปี
สายพันธุ์ของโลมา: โลมาปากขวดและโลมาธรรมดา
สัตว์ทะเลอื่น ๆ: การเผชิญหน้าครั้งยิ่งใหญ่กับฉลาม วาฬหลังค่อม ปลาทูน่าและปลาหางแข็ง/ปลากะมง
7. ฮาวาย
ฮาวายมีประชากรโลมาอาศัยอยู่ประจำตลอดทั้งปี โดยมีทั้งโลมาสปินเนอร์ (โลมาปากขวดครีบยาว) โลมาปากขวดและโลมาลายจุดที่ปรากฏตัวให้เห็นอยู่เป็นประจำ
ด้วยจุดกำเนิดจากภูเขาไฟและตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่แยกตัวโดดเดี่ยว ทำให้ฮาวายมีตัวเลือกในการดำน้ำสคูบาที่หลากหลายและน่าตื่นเต้น ตั้งแต่การดำน้ำกับฉลามกาลาปากอส (ที่คนท้องถิ่นเรียกว่า “มาโน”) การเฝ้ามองเต่าทะเลที่กำลังทำรัง หรือการผจญภัยสุดมหัศจรรย์ผ่านอุโมงค์ลาวาธรรมชาติและโขดหินที่ก่อตัวขึ้น ฮาวายมีทุกสิ่งให้คุณสัมผัส ให้คุณมุ่งหน้าไปที่เกาะโออาฮู (Oahu) หรือเกาะบิ๊กไอส์แลนด์ (Big Island) เพื่อมองหาโลมาสปินเนอร์ที่กำลังพักผ่อนและว่ายน้ำอย่างช้า ๆ ในอ่าวทรายที่น้ำตื้น และอย่าลืมถามผู้ให้บริการทัวร์ของคุณว่าพวกเขาเข้าร่วมโครงการ Dolphin-SMART ของรัฐบาลหรือไม่ เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นการท่องเที่ยวดูโลมาอย่างรับผิดชอบและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ช่วงเวลาที่ควรไป: ไปได้ตลอดทั้งปี แต่ช่วงฤดูหนาวอาจมีคลื่นใหญ่และทะเลปั่นป่วน
ประเภทของโลมา: โลมาสปินเนอร์ โลมาลายจุด และโลมาปากขวด
สัตว์ทะเลอื่น ๆ: ฉลาม เต่าทะเล วาฬเพชฌฆาต วาฬนำร่องและกระเบนราหู

8. ไคคูรา ประเทศนิวซีแลนด์
ตั้งแต่แนวปะการังกึ่งเขตร้อนของเกาะเหนือ ไปจนถึงภูมิประเทศใต้น้ำที่เป็นเอกลักษณ์และน่านน้ำเขตอบอุ่นของเกาะใต้ อาจต้องใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อค้นหาความลับทั้งหมดของการดำน้ำในนิวซีแลนด์ เมืองไคคูรา ซึ่งตั้งอยู่ทางชายฝั่งตะวันออกของเกาะใต้นิวซีแลนด์ คือสถานที่ที่ดีที่สุดในการสัมผัสประสบการณ์กับโลมาดัสกี (Dusky dolphins) พวกมันจะรวมฝูงกันตั้งแต่ 100 ไปจนถึง 1,000 ตัวในน่านน้ำรอบ ๆ เมืองไคคูรา คุณสามารถเลือกดำน้ำสคูบาหรือแม้แต่ว่ายน้ำและสน็อกเกอลิ่ง โดยมีผู้ให้บริการทัวร์หลายรายที่รับประกันว่าคุณจะได้เผชิญหน้าและใกล้ชิดกับสิ่งมีชีวิตที่สง่างามเหล่านี้อย่างแน่นอน
ช่วงเวลาที่ควรไป: ไปได้ตลอดทั้งปี
ประเภทของโลมา: โลมาดัสกี (Dusky dolphins)
สัตว์ทะเลอื่น ๆ: นกทะเลและวาฬ

9. เกาะเฟอร์นันโด เด โนรอนญา ประเทศบราซิล
ด้วยซากเรืออับปางที่มีชื่อเสียงและแนวปะการังที่สมบูรณ์ การดำน้ำในเฟอร์นันโด เด โนรอนญา (Fernando de Noronha Island) มอบประสบการณ์ใต้น้ำคุณภาพสูงที่หลากหลายจนน่าทึ่ง
อุทยานแห่งชาติทางทะเลเฟอร์นันโด เด โนรอนญา (Fernando de Noronha Marine National Park) ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การ UNESCO และเป็นจุดหมายปลายทางการดำน้ำอันดับหนึ่งของบราซิล ที่นี่เป็นบ้านของปลากว่า 230 ชนิด และปะการังอีก 15 สายพันธุ์ สถานที่แห่งนี้มีชื่อเสียงที่สุดในเรื่องของประชากรโลมาสปินเนอร์ (โลมาปากขวดครีบยาว) ที่อาศัยอยู่ประจำ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในประชากรโลมากลุ่มใหญ่ที่สุดและพบเจอได้สม่ำเสมอที่สุดในโลก (มีจำนวนมากถึง 2,700 ตัว) คุณสามารถพบเจอโลมาเหล่านี้ได้เป็นประจำในช่วงเช้าตรู่ ขณะที่พวกมันว่ายกลับมาจากการล่าสัตว์ตอนกลางคืนในมหาสมุทรเปิด เพื่อมาพักผ่อนในอ่าวที่เงียบสงบและได้รับการคุ้มครองของเกาะ หมู่เกาะแห่งนี้ตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งบราซิลประมาณ 220 ไมล์ (354 กิโลเมตร) และยังเป็นที่ตั้งของชายหาดที่สวยงามและบริสุทธิ์ที่สุดแห่งหนึ่งในมหาสมุทรแอตแลนติกอีกด้วย
ช่วงเวลาที่ควรไป: เดือนสิงหาคมถึงพฤศจเกาะทางฝั่งเหนือ และเดือนมกราคมถึงมีนาคมทางฝั่งใต้ของเกาะ
ประเภทของโลมา: โลมาสปินเนอร์
สัตว์ทะเลอื่น ๆ: มีโอกาสสูงมากที่จะได้พบกับเต่าทะเล ฉลามครีบขาวและฉลามพยาบาล
10. ราชาอัมพัต ประเทศอินโดนีเซีย
สำหรับผู้ที่รักความหลากหลายทางชีวภาพ ปะการังและสัตว์ทะเลขนาดใหญ่ ราชาอัมพัตคือจุดหมายปลายทางที่เกือบจะสมบูรณ์แบบ และโชคดีที่ที่นี่ก็มีโลมาอยู่เป็นจำนวนมากเช่นกัน น่านน้ำที่อบอุ่นแห่งนี้เป็นบ้านของโลมาสปินเนอร์ โลมาลายจุด โลมาปากขวดธรรมดา โลมาปากขวดอินโดแปซิฟิกและโลมาริสโซ (โลมาหัวบาตร) คุณมีโอกาสสูงมากที่จะได้เจอโลมาในระหว่างการเดินทางโดยเรือ ซึ่งทำให้คุณมีโอกาสมากมายที่จะกระโดดลงน้ำไปสัมผัสพวกมัน
ช่วงเวลาที่ควรไป: เดือนตุลาคมถึงเมษายน
ประเภทของโลมา: โลมาสปินเนอร์ โลมาลายจุด โลมาปากขวดธรรมดา โลมาปากขวดอินโดแปซิฟิก โลมาหลังโหนกอินโดแปซิฟิก วาฬเพชฌฆาต โลมาฟันห่างและโลมาริสโซ
สัตว์ทะเลอื่น ๆ: วาฬเพชฌฆาตดำ วาฬนำร่อง ฉลาม กระเบนราหู รวมถึงปะการังและปลาแนวปะการังที่มีความหลากหลายสูงมาก

11. หมู่เกาะอะซอเรส ประเทศโปรตุเกส
หมู่เกาะอะซอเรสได้รับการขนานนามว่าเป็นฮาวายแห่งยุโรป โดยเป็นหมู่เกาะที่ประกอบด้วยเกาะภูเขาไฟหลัก 9 เกาะ ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติก หมู่เกาะของโปรตุเกสเหล่านี้เป็นสวรรค์ของสิ่งมีชีวิตทางทะเล ต้องขอบคุณเครือข่ายอุทยานทางทะเลขนาดใหญ่มากและน่านน้ำรอบ ๆ ที่อุดมไปด้วยสารอาหาร ซึ่งเกิดจากภูเขาใต้ทะเลลึก กิจกรรมของภูเขาไฟ และกระแสน้ำกัลฟ์สตรีม (Gulf Stream) แม้ว่าในอดีตอะซอเรสจะเคยเป็นจุดท่องเที่ยวล่าวาฬที่คึกคัก แต่ในปัจจุบันพื้นที่นี้ได้เปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นศูนย์กลางชั้นนำสำหรับการอนุรักษ์ทางทะเลและการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ การพบเจอโลมาส่วนใหญ่ในอะซอเรสจะเป็นการใช้วิธีดำน้ำตื้นแบบปล่อยตัวลงน้ำ (Drop-in Snorkel) ในมหาสมุทรเปิด เนื่องจากสภาพมหาสมุทรเปิดอาจมีคลื่นสับ (Choppy) และประสบการณ์ดำน้ำตื้นจะเป็นการดำน้ำในทะเลสีน้ำเงินที่เวิ้งว้าง ทริปเหล่านี้จึงกำหนดให้คุณต้องมีความคุ้นเคยและรับมือกับสภาพทะเลแบบนี้ได้
ช่วงเวลาที่ควรไป: เดือนพฤษภาคมถึงกันยายน เพื่อให้ได้น้ำทะเลที่อุ่นกว่าและสงบกว่า
ประเภทของโลมา: โลมาธรรมดา โลมาลายจุดแอตแลนติก โลมาปากขวด โลมาแถบและโลมาริสโซ
สัตว์ทะเลอื่น ๆ: นกจมูกหลอดคอรี วาฬหัวทุย เต่าหัวโต ฉลามสีน้ำเงินและกระเบนโมบูล่า (Mobula rays)

12. รังจิโรอา เฟรนช์โปลินีเซีย
รังจิโรอาตั้งอยู่ในหมู่เกาะตูอาโมตู (Tuamotu Archipelago) ในเฟอร์นช์โปลินีเซีย ที่นี่เป็นหนึ่งในอะทอลล์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งประกอบด้วยลากูน (ทะเลสาบน้ำเค็มกลางเกาะ) ขนาดใหญ่ที่ล้อมรอบด้วยวงแหวนของเกาะปะการังและช่องแคบขนาดเล็ก นักดำน้ำมักจะได้พบกับโลมาในระหว่างการดำน้ำในกระแสน้ำอันน่าตื่นตาตื่นใจผ่านช่องแคบทิปูตา (Tiputa Pass) แม้ว่าโลมาเจ้าถิ่นของช่องแคบทิปูตาจะขึ้นชื่อเรื่องความเป็นมิตรอย่างยิ่งและมักจะว่ายเข้ามาใกล้ชิดกับนักดำน้ำ แต่สิ่งสำคัญคือต้องจำไว้ว่าห้ามว่ายน้ำไล่ตามหรือรุมล้อมพวกมัน นอกจากนี้ กระแสน้ำในช่องแคบนี้อาจรุนแรงมากเช่นกัน ที่นี่จึงเป็นจุดหมายปลายทางการดำน้ำที่เหมาะสมที่สุดสำหรับนักดำน้ำที่มีประสบการณ์และผู้ที่อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของมืออาชีพ และสำหรับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน อย่าลืมใช้ครีมกันแดดสูตรแร่ธาตุที่เป็นมิตรต่อแนวปะการังและเลือกใช้บริการศูนย์ดำน้ำ PADI Eco Centers ที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาและการอนุรักษ์แนวปะการัง
ช่วงเวลาที่ควรไป: สามารถพบโลมาได้ตลอดทั้งปี แต่ควรไปในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคมเพื่อให้ได้ทัศนวิสัยใต้น้ำที่ดีที่สุด (น้ำใสที่สุด)
ประเภทของโลมา: โลมาปากขวด
สัตว์ทะเลอื่น ๆ: ปลาสาก กระเบนราหู ฉลามแนวปะการังสีเทา ฉลามหัวค้อนและปลาแนวปะการังเขตร้อน

13. เกาะมิคุระ ประเทศญี่ปุ่น
เกาะมิคุระ (มิคุระจิมะ) เป็นเกาะภูเขาไฟขนาดเล็กและเป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะอิซุ (Izu Island archipelago) ตั้งอยู่ทางใต้ของกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ประมาณ 124 ไมล์ (200 กิโลเมตร) อัญมณีเม็ดงามแห่งนี้มีชื่อเสียงในเรื่องของธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และบริสุทธิ์ สิ่งที่น่าทึ่งคือ พื้นที่ทั้งหมดของเกาะได้รับการคุ้มครองโดยเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติฟูจิ-ฮาโกเนะ-อิซุ แม้ว่าโลมานอกชายฝั่งเกาะมิคุระมักจะชอบเข้าสังคมและดูผ่อนคลายเมื่ออยู่ใกล้กับมนุษย์ แต่ด้วยสถานะการเป็นพื้นที่คุ้มครองของเกาะ ทำให้การสน็อกเกอลิ่งที่นี่ถูกควบคุมอย่างเข้มงวด เพื่อลดการรบกวนพฤติกรรมตามธรรมชาติของพวกมันให้ได้มากที่สุด
ช่วงเวลาที่ควรไป: ทัวร์ว่ายน้ำกับโลมาจะเปิดให้บริการตั้งแต่เดือนเมษายนถึงตุลาคม
ประเภทของโลมา: โลมาปากขวดอินโดแปซิฟิก
สัตว์ทะเลอื่น ๆ: เต่าตนุและนกทะเลเมอร์เรลเล็ตญี่ปุ่น

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโลมา
โลมาเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทางทะเล จัดอยู่ในกลุ่มย่อย “โอเดนโตเซที (Odontocete)” หรือกลุ่มวาฬมีฟันของอันดับสัตว์วาฬและโลมา (Cetaceans) พวกมันใช้ชีวิตทั้งหมดอยู่ใต้คลื่นน้ำ แต่ไม่เหมือนกับปลาทั่วไป เพราะโลมาจำเป็นต้องขึ้นมาเหนือผิวน้ำเป็นระยะเพื่อหายใจเอาอากาศเข้าผ่านทางรูหายใจ (Blowhole) ที่อยู่ด้านบนของหัว นอกเหนือจากความสามารถในการปรับตัวเพื่ออาศัยอยู่ในน้ำแล้ว พวกมันยังเป็นสัตว์ที่มีสติปัญญาและมีพฤติกรรมทางสังคมสูงมาก โดยพึ่งพาระบบการระบุตำแหน่งด้วยเสียงสะท้อน (Echolocation) ที่ซับซ้อนในการนำทางและล่าเหยื่อในมหาสมุทร

สายพันธุ์
ในปัจจุบันมีการรับรองสายพันธุ์โลมาทั้งหมด 49 สายพันธุ์ทั่วโลก ซึ่งประกอบด้วยโลมาทะเล 43 สายพันธุ์ และโลมาน้ำจืด (โลมาแม่น้ำ) 6 สายพันธุ์ โดยโลมาทะเลสายพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดคือวาฬเพชฌฆาตหรือออร์กา (Orca – ตามภาพด้านบน) ซึ่งสามารถมีความยาวได้ถึง 23 ฟุต (7 เมตร) และมีน้ำหนักได้มากถึง 13,200 ปอนด์ (6,000 กิโลกรัม) ในขณะที่ วากีตา (Vaquita) ของประเทศเม็กซิโก เป็นสัตว์ตระกูลวาฬและโลมาที่ตัวเล็กที่สุดในโลก โดยเติบโตได้มีความยาวสูงสุดเพียง 4.9 ฟุต (1.4 เมตร) เท่านั้น
อาหารและกลยุทธ์การล่าเหยื่อ
โลมาเป็นสัตว์กินเนื้อ (Carnivores) อาหารหลักของพวกมันคือปลา (เช่น ปลาซาร์ดีนและปลาหางแข็ง/ปลาเหลือง) รวมถึงปลาหมึก พวกมันเป็นสัตว์สังคมที่รวมตัวกันเป็นกลุ่มที่เรียกว่าฝูง (Pods) ด้วยความเฉลียวฉลาดอย่างมาก พวกมันจึงได้พัฒนากลยุทธ์การล่าที่หลากหลาย ซึ่งโลมาแต่ละตัวในฝูงต่างก็มีบทบาทหน้าที่ของตัวเอง
หนึ่งในกลยุทธ์การล่าที่มีอยู่มากมายเรียกว่าการต้อนฝูงสัตว์ (Herding) ซึ่งประกอบด้วยการว่ายล้อมรอบฝูงปลา บีบให้พวกมันมารวมกันอยู่ที่จุดเดียวจนดูเหมือนกรงขัง และท้ายที่สุดก็จะว่ายพุ่งตรงเข้าไปในกลุ่มเหยื่อเหล่านั้นเพื่อกินเป็นอาหาร ลองรับชมวิดีโอด้านบนเพื่อดูอีกหนึ่งกลยุทธ์การล่าเหยื่ออันน่าทึ่ง!

ระบบระบุตำแหน่งด้วยเสียงสะท้อน
โลมาได้พัฒนาระบบระบุตำแหน่งด้วยเสียงสะท้อนขึ้นมา ซึ่งเป็นโซนาร์ทางชีวภาพประเภทหนึ่งที่คล้ายคลึงกับระบบที่ค้างคาวใช้มาก พวกมันสร้างคลื่นเสียงขึ้นมาจากส่วนหัว (โดยถูกขยายสัญญาณด้วยอวัยวะที่เรียกว่าเมลอน หรือก้อนไขมันบริเวณหน้าผาก)
คลื่นเสียงเหล่านี้คือ “เสียงที่มีการปรับเปลี่ยนความถี่ (Frequency-modulated sounds)” เนื่องจากโลมาสามารถปรับเปลี่ยนโทนเสียงได้ หรือพูดอีกอย่างก็คือ เสียงนั้นสามารถสูงขึ้นและต่ำลงได้ตามเวลา
เมื่อคลื่นเสียงพุ่งไปกระทบกับวัตถุหรือเหยื่อ คลื่นเสียงนั้นจะสะท้อนกลับมา ทำให้โลมารับรู้ถึงระยะห่าง รูปร่างและขนาดของวัตถุดังกล่าว นอกจากนี้ ระบบระบุตำแหน่งด้วยเสียงสะท้อนยังถูกนำมาใช้ในการสื่อสาร การป้องกันตัวจากสัตว์นักล่าและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการนำทางอีกด้วย
สติปัญญา
โลมาได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในสัตว์ที่มีสติปัญญาฉลาดที่สุดในโลกและมีโครงสร้างทางสังคมที่พัฒนามาเป็นอย่างดี ตัวอย่างเช่น เป็นที่รู้กันดีว่าหากมีโลมาตัวใดในฝูงได้รับบาดเจ็บหรือเจ็บป่วย โลมาตัวอื่น ๆ จะเข้ามาช่วยพยุงโลมาที่กำลังย่ำแย่ตัวนั้นให้ขึ้นมาเหนือน้ำเพื่อหายใจ นอกจากนี้ พวกมันยังจัดเป็นหนึ่งในกลุ่มสัตว์ที่มีความจำยาวนานที่สุด สามารถจดจำตัวเองในกระจกเงาได้และสามารถนำฟองน้ำทะเลมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อปกป้องส่วนปาก (จมูก) ของพวกมันในขณะที่กำลังออกหาอาหารได้อีกด้วย

การสืบพันธุ์
เช่นเดียวกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น ๆ โลมาสืบพันธุ์ด้วยการปฏิสนธิภายในซึ่งเกิดขึ้นในทะเล โลมาเพศเมียจะออกลูกเป็นตัว ลูกโลมาแรกเกิดสามารถว่ายน้ำได้ทันทีตั้งแต่ลืมตาดูโลก แต่พวกมันยังต้องพึ่งพาน้ำนมของแม่ทั้งหมดเป็นเวลานานถึงสองปี และจะยังคงอาศัยอยู่กับแม่ของพวกมันนานสูงสุดถึงแปดปี (ขึ้นอยู่กับแต่ละสายพันธุ์)
โลมาในตำนานเทพเจ้า
โลมาปรากฏตัวอยู่หลายครั้งในตำนานเทพเจ้ากรีก พวกมันเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ประจำตัวของเทพอะพอลโล (Apollo – เทพแห่งแสงและศิลปวิทยาการ) และเทพีแอฟโรไดที (Aphrodite – เทพีแห่งความรักและความงาม) นอกจากนี้ พวกมันยังทำหน้าที่เป็นผู้นำสารของเทพโพไซดอน (Poseidon) ผู้เป็นเทพเจ้าแห่งท้องทะเลอีกด้วย

วิธีการมีปฏิสัมพันธ์กับโลมา
เมื่อคุณอยู่ในน้ำร่วมกับโลมา โปรดจำไว้ว่าต้องให้ความเคารพต่อพวกมันและอย่าลืมเป็นอันขาดว่าพวกมันคือสัตว์ป่าที่อาศัยอยู่ในถิ่นที่อยู่ตามธรรมชาติ การปฏิสัมพันธ์ควรเป็นในรูปแบบการสังเกตการณ์อย่างสงบ (Passive Observation) เสมอ จงหลีกเลี่ยงการกระทำใด ๆ ก็ตามที่อาจส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมตามธรรมชาติของโลมา หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถอ่านหัวข้อสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำในการปฏิสัมพันธ์กับสิ่งมีชีวิตในทะเลได้
วิธีการระบุตัวตนของโลมา
เราสามารถแยกแยะสายพันธุ์ของโลมาได้จากสัณฐานวิทยา (ลักษณะรูปร่าง) ของร่างกาย และสถานที่ที่พบเห็นพวกมัน (หากคุณมีหนังสือคู่มือระบุสายพันธุ์โลมาอยู่ใกล้ตัว) ส่วนการแยกความแตกต่างของโลมาแต่ละตัวนั้น นักวิจัยจะใช้วิธีถ่ายภาพครีบหลังเนื่องจากครีบหลังของโลมาแต่ละตัวมักจะมีรูปทรงและร่องรอยบาดแผลที่จำเพาะเจาะจง ไม่ซ้ำกันเลยในแต่ละตัว
นอกจากนี้ ยังสามารถระบุตัวตนจากแพนหาง (Fluke) ซึ่งพบเห็นได้ยากกว่า หรือใช้ภาพถ่ายเต็มตัวขณะที่พวกมันอยู่ใต้น้ำก็ได้ โดยเป้าหมายของการระบุตัวตนนี้ มีขึ้นเพื่อเฝ้าติดตามประชากร การอพยพย้ายถิ่นฐานและโครงสร้างทางสังคมของพวกมัน
ภัยคุกคามต่อประชากรโลมา
น่าเศร้าที่ประชากรโลมาหลายกลุ่มกำลังลดจำนวนลง โดยเฉพาะโลมาวากีต้า (Vaquita) และโลมาน้ำจืดสายพันธุ์ต่าง ๆ กำลังเผชิญกับความเสี่ยงขั้นวิกฤตที่จะสูญพันธุ์ในทันที ภัยคุกคามหลักของพวกมันนั้นคล้ายคลึงกับสัตว์ทะเลอื่น ๆ เช่น วาฬ เต่าและฉลาม การติดอวนจับปลาโดยบังเอิญ (เรียกว่าบายแคตช์ หรือสัตว์พลอยได้จากการจับปลา) ทำให้โลมาไม่สามารถขึ้นมาหายใจเหนือน้ำได้ ในขณะที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็ส่งผลกระทบต่อความอุดมสมบูรณ์และเส้นทางการอพยพของเหยื่อของพวกมัน นอกจากนี้ โลมายังเผชิญกับการสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัยจากการก่อสร้างท่าเรือ ท่าจอดเรือและเขื่อนกันคลื่น รวมถึงการสะสมของมลพิษในสิ่งแวดล้อม เช่น สารเคมีจากการเกษตรที่ไหลลงสู่แหล่งน้ำ ในบางพื้นที่พวกมันยังถูกล่าเพื่อบริโภค ทั้ง ๆ ที่เนื้อของพวกมันมักจะมีโลหะหนักที่เป็นพิษในระดับอันตราย
คุณสามารถทำอะไรเพื่อช่วยเหลือได้บ้าง
- สนับสนุนโครงการ PADI AWARE®: เข้าร่วมกิจกรรม Dive Against Debris® เพื่อช่วยเก็บกู้เศษอวนชาวประมง (Ghost gear) และขยะพลาสติกออกจากมหาสมุทร ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้โลมาติดตาข่ายหรือกลืนกินเข้าไปโดยบังเอิญ
- มีส่วนร่วมในวิทยาศาสตร์พลเมือง (Citizen Science): ถ่ายภาพครีบหลังของโลมา (ซึ่งเปรียบเสมือนลายนิ้วมือของพวกมัน) แล้วส่งข้อมูลการพบเห็น พร้อมระบุเวลา วันที่ และสถานที่ ไปยังฐานข้อมูลระดับโลก เช่น Happywhale
- ท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ: ห้ามขับเรือไล่ตาม ให้อาหาร หรือสัมผัสโลมาในธรรมชาติอย่างเด็ดขาด เพราะการกระทำเหล่านี้สามารถรบกวนพฤติกรรมตามธรรมชาติของพวกมันได้
- เลือกอาหารทะเลที่ยั่งยืน: ซื้อเฉพาะอาหารทะเลที่มีป้ายรับรองว่าปลอดภัยต่อโลมา (Dolphin-safe) หรือได้รับมาตรฐาน MSC เพื่อให้มั่นใจว่าคุณได้สนับสนุนการทำประมงที่ยั่งยืนและมีอัตราการจับสัตว์น้ำพลอยได้ (Bycatch) ต่ำ
- โลมาควรอยู่ในธรรมชาติ: หลีกเลี่ยงโปรแกรมว่ายน้ำร่วมกับโลมาในสถานที่กักขัง และเลือกสนับสนุนเฉพาะสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำที่ได้รับการรับรองจากองค์กรสวัสดิภาพสัตว์ระดับโลกเท่านั้น
- เป็น Marine Ambassador: ใช้พื้นที่บนโซเชียลมีเดียของคุณเพื่อแบ่งปันข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทะเล และช่วยส่งเสริมการปกป้องถิ่นที่อยู่อาศัยใต้ท้องน้ำ

ถาม-ตอบ เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโลมา
คุณมีคำถาม… เรามีคำตอบ
โลมาสื่อสารกันอย่างไร
พวกมันส่งเสียงผิวปาก นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าโลมาแต่ละตัวจะสร้างเสียงผิวปากที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตน ดังนั้นเสียงนี้จึงสามารถใช้เพื่อระบุตัวตนของโลมาแต่ละตัวได้ นอกจากนี้ยังได้รับการยืนยันแล้วว่า พวกมันสามารถจำกันและกันได้ แม้เวลาจะผ่านไปนานกว่า 20 ปีก็ตาม!
โลมามีอายุขัยนานแค่ไหน
โดยทั่วไปโลมาจะมีอายุขัยประมาณ 30 ปี อย่างไรก็ตาม โลมาปากขวดสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานถึง 40 ปี และโลมาที่มีอายุขัยยืนยาวที่สุดก็คือวาฬเพชฌฆาต (Orca) ซึ่งสามารถมีอายุยืนยาวได้มากถึง 80 ปีเลยทีเดียว

โลมาให้นมลูกอย่างไร
เนื่องจากโลมาไม่มีริมฝีปาก น้ำนมของโลมา (ซึ่งมีความข้นคล้ายโยเกิร์ต) จะถูกฉีดพ่นเข้าปากของลูกโลมาโดยตรงผ่านทางต่อมน้ำนม
มีโลมาถูกฆ่าตายกี่ตัวในแต่ละปี
คาดว่ามีสัตว์ตระกูลวาฬและโลมามากกว่า 300,000 ตัว ต้องตายจากการติดตาข่ายจับปลาโดยบังเอิญในแต่ละปี ขณะเดียวกันก็มีโลมาป่าถูกล่าเพื่อฆ่าสูงถึง 2,000 ตัวต่อปี
โลมาเป็นมิตรจริงหรือไม่
โลมาส่วนใหญ่เป็นมิตร แต่เนื่องจากพวกมันเป็นสัตว์ป่า จึงอาจแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวได้ (แม้จะเกิดขึ้นได้ยากก็ตาม) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกมันรู้สึกว่ากำลังตกอยู่ในอันตรายหรือมีความเครียดสูง อย่าลืมว่าแท้จริงแล้วพวกมันคือสัตว์ผู้ล่าระดับบนสุดของห่วงโซ่อาหาร
โลมานอนหลับอย่างไร
โลมามีวิธีการนอนที่แตกต่างจากมนุษย์เราอย่างสิ้นเชิง! สมองซีกหนึ่งของโลมาจะหลับลง ทำให้พวกมันมีการหลับแบบที่ยังคงมีสติอยู่ส่วนหนึ่ง ส่วนสมองอีกซีกที่เหลือจะทำหน้าที่คอยควบคุมว่าจะต้องขึ้นมาหายใจเมื่อใด และคอยเฝ้าระวังสภาพแวดล้อมรอบตัวในระหว่างที่กำลังนอนหลับอยู่

พร้อมที่จะจองทริปผจญภัยไปกับโลมาแล้วหรือยัง
แวะไปที่ PADI Travel® เพื่อจองทริปพบปะกับโลมาในฝันของคุณ พูดคุยกับ Scuba Travel Expert ได้แล้ววันนี้ ทั้งทางโทรศัพท์ แชทหรืออีเมล!